การเปรียบวัว

ก่อนจะชนจะมีการเปรียบวัว คือนำวัวไปที่สนามวัวหรือที่ใดที่หนึ่งซึ่งกำหนดนัดหมาย เพื่อเปรียบดูวัวที่จะชนกันเหมือนกับการเปรียบมวย คือนำวัวไปยืนใกล้ๆ กัน เพื่อดูให้แน่ว่าตัวไหนมีส่วนได้เปรียบเสียเปรียบกันตรงไหน ถ้าเห็นว่าต่างก็ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบกันเท่าไรจึงตกลงชนกันได้ หรือของใครมีดีพิเศษถึงจะเสียเปรียบในรูปร่างส่วนสัดกันบ้างเขาก็ยอม

การเลี้ยงวัวชน

เนื่องจากวัวชนนำเงินนำทองให้เจ้าของปีละมากๆ จึงต้องเลี้ยงดูกันอย่างดี มีหญ้าน้ำให้กินอย่างอุดมสมบูรณ์ อาบน้ำขัดสีฉวีวรรณวันละ 2 หน ต้องฝึกหัดกำลังให้วิ่งทุกๆ เช้าเย็น และใช้ไม้ตีที่คอทุกวันเพื่อให้มีกล้ามเนื้อขึ้นทำให้คอแข็งแรงและให้ฝึกชนกับวัวอื่นๆ บ้าง แต่ไม่ถึงกับให้แพ้ชนะกันเช่นเดียวกับซ้อมมวย ผู้เลี้ยงจะต้องคอยดูแลอย่างดี มิให้ใครเข้าใกล้โดยเฉพาะคนฝ่ายตรงกันข้าม กลางคืนถ้ามียุงชุมจะให้นอนในมุ้งอย่างดี เรียกว่าให้อยู่ดีกินดีเหมือนหรือยิ่งกว่าปฏิบัติกับลูกเมียหรือพ่อแม่ของเขาทีเดียว ยิ่งใกล้วันชนด้วยแล้วก็ยิ่งเลี้ยงดูแลพิทักษ์รักษาอย่างดีพิเศษขึ้นไปอีก เพราะอาจถูกฝ่ายตรงกันข้ามลอบวางยาหรือทำอาถรรพ์อย่างหนึ่งอย่างใดให้พ่ายแพ้ได้

ถิ่นที่มีวัวพันธุ์ดี

เท่าที่ทราบมีอยู่มากคือที่ อำเภอเมือง อำเภอท่าศาลา อำเภอหัวไทร อำเภอทุ่งสง อำเภอร่อนพิบูลย์ อำเภอฉวาง อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนที่อื่นๆ ได้แก่ อำเภอควนขนุน อำเภอเขาไชยสน อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง อำเภอย่านตาขาว อำเภอห้วยยอด ตำบลนาวง ตำบลนาโยง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง อำเภอสทิงพระ ตำบลม่วงงาม ตำบลหนองหอย ตำบลป่าขาด อำเภอนาทวี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นต้น

วัวชน

ประวัติ
กีฬาวัวชนเริ่มมีในสมัยใดมีความเป็นมาอย่างไร และท าไมจึงนิยมกันมากในภาคใต้ไม่มีผู้ใดทราบแน่
ชัด แต่บางท่านให้ความเห็นว่าวัวชนภาคใต้น่าจะได้มาจากโปรตุเกส คือ พระเจ้าเอมมานูลเอลแห่งโปรตุเกส
แต่งทูตเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีใน พ.ศ. 2061 ซึ่งตรงกับสมัยพระรามาธิบดีที่ 2 แห่งกรุงศรีอยุธยา
นครศรีธรรมราช ปัตตานี และเมืองมะริด ชาวโปรตุเกสได้เข้ามาเผยแพร่ขนบธรรมเนียมหลายอย่าง เช่น
การติดตลาดนัด การท าเครื่องถม และการชนวัวรวมอยู่ด้วย
ลักษณะของวัวชน
วัวที่จะใช้ชนนั้นจะต้องเป็นพันธุ์วัวชนโดยเฉพาะ วัวใช้งานธรรมดาจะน ามาเป็นวัวชนไม่ได้ ลักษณะ
ของวัวชนที่ดีจะต้องมีใจทรหดอดทน มีไหวพริบในการชนดี และมีลักษณะอื่นๆ ที่ดีอีกหลายอย่างเท่าที่มีผู้
กล่าวไว้ถ้าประมวลมาเฉพาะที่ส าคัญก็จะได้ดังนี้
1. ลักษณะทั่วๆ ไป จะต้องมีรูปร่างประเปรียว ช่วงตัวยาว ท้องกิ่ว ล าตัวค่อนข้างหนา หลังหนาแบน
คอสั้นหนาใหญ่ ช่วงขาสั้นและล่ าสัน คิ้วหนา ตาเล็ก สีตาด า ใบหูเล็ก โหนกสูงใหญ่ (ภาคใต้เรียกว่าหนอก)
มีขวัญที่ใต้โหนกและกลางหลังเยื้องไปทางด้านหน้าเหนียงคอ(ภาษาใต้เรียกว่าแร้ง)หย่อนยาน
2. ลักษณะเฉพาะพันธุ์ ลักษณะเฉพาะพันธุ์ ที่น ามากล่าวนี้เป็นลักษณะที่เชื่อกันว่าเป็นวัวชนชนิดดีซึ่ง
จะเลือกกล่าวเพียงบางชนิดเท่านั้น
โคอุสุภราช โคชนิดนี้นิยมเลี้ยงไว้ชน จัดว่าเป็นพระยาโคก็ได้ มีลักษณะที่สังเกตคือสีขาวปลอด หรือบาง
ต ารากล่าวว่าชาติโคอุสุภราชนั้นสีแดงลายขาว โดยมีลายดังนี้คือ ตีนด่าง, หางดอก, หนอกพาดผ้า,หน้าใบโพ
โคนิล โคชนิดนี้ถือเป็นโคพันธุ์ดีอีกชนิดหนึ่ง เชื่อกันว่าจะให้ลาภแก่ผู้เลี้ยง ลักษณะพิเศษคือมีเยี่ยวด าใน
วันพระแต่ในวันอื่นๆอาจจะไม่ด าส่วนสีของเท้าอาจจะด าหรือไม่ใช่ก็ได้
โคบิณฑ์น้ าข้าว เป็นโคสีขาวปลอด ลักษณะที่น่าสังเกตคือ เล็บยาว หางยาว เขาขาวเป็นมัน
3. ลักษณะดีตามสีตัว วัวทางภาคใต้มีสีต่างกันถึง 7 สี แต่สีที่ส าคัญคือ ขาวปลอด, ด านิล, แดง , ลาย
(คือด าแซมขาว), ลังสาด (คือคอด า หัวด า ท้ายด า ตรงกลางขาว) สีของวัวนี้ นอกจากจะบอกลักษณะดีชั่ว
แล้วยังใช้เป็นชื่อเรียกวัวอีกด้วย เช่นวัวสีขาวเรียกอ้ายขาว สีด าเรียกอ้ายด า เป็นต้น

อ่านต่อที่นี่

ประวัติ โรงเรียน

พ.ศ. 2455 วโรกาสที่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถพระพันปีหลวงพระบรมราชินีนาถในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยเสด็จจังหวัดตรัง ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนทรัพย์ เป็นเงิน 4,000 บาท สำหรับจัดสร้างโรงเรียนประจำจังหวัดชาย ณ ถนนพัทลุง ตำบล ทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง ประชาชนได้ส่งบุตรหลานเข้าเรียนเป็นจำนวนมาก ทำให้อาคารเรียนคับแคบ

ดังนั้นใน พ.ศ. 2459 สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนทรัพย์อีก เป็นจำนวนเงิน 6,000 บาท ก่อสร้างอาคารเรียนเพิ่มเติม เพื่อรองรับนักเรียนที่มีจำนวนมากขึ้นทุก ๆ ปี พร้อมทั้งพระราชทานนามอาคารหลังใหม่ อาคาร “สภาราชินี” ต่อมาข้าหลวงประจำจังหวัด มีความคิดที่จะตั้งโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดบ้าง จึงรวบรวมนักเรียนหญิงได้จำนวนหนึ่ง แต่ขณะนั้นยังไม่มีที่เรียน จึงให้ไปเรียนที่อาคารสภาราชินีพ.ศ. 2474 คณะบุคคลผู้มีจิตศรัทธา ประกอบด้วย

พระยาอาณาจักรบริบาล ข้าหลวงประจำจังหวัดตรัง
หลวงยวดประศาสน์ นายอำเภอเมืองตรัง
หลวงพิชิตปฏิภาณ ผู้พิพากษาจังหวัดตรัง
ขุนจรรยาวิทูร ศึกษาธิการจังหวัดตรัง
หลวงทวีทรัพย์ราช คลังจังหวัดตรัง
โดยการนำของข้าหลวงประจำจังหวัดตรัง จัดหาทุนก่อสร้างโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดตรัง ณ เลขที่ 142 ถนนวิเศษกุล อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ในพื้นที่ 8 ไร่ 3 งาน 2 ตารางวา อันเป็นสถานที่ปัจจุบัน

20 พฤศจิกายน 2479 ย้ายนักเรียนหญิงจากอาคารสภาราชินี ซึ่งสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างขึ้นมาเรียนที่โรงเรียนใหม่นี้โดยใช้นาม โรงเรียนว่า “โรงเรียนสตรีประจำจังหวัดตรัง” และนับเอาวันอันเป็นสิริมงคลนี้เป็นวันเกิดโรงเรียนสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

พ.ศ. 2494 ได้เสนอต่อกระทรวงศึกษาธิการขออนุญาตเปลี่ยนชื่อโรงเรียนจาก “โรงเรียนสตรีประจำจังหวัดตรัง” เป็นโรงเรียน “สตรีตรังสภาราชินี”

พ.ศ. 2506 โรงเรียนเปิดสอนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลายแผนกศิลปะรับนักเรียนสหศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจึงขออนุญาติสำนักราชเลขา

ดูรายละเอียดคลิกที่นี่

ประวัติเมืองกระบี่

ประวัติเมืองกระบี่…

กระบี่ เป็นจังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลอันดามัน จากหลักฐานทางโบราณคดีสันนิษฐานได้ว่า บริเวณเมืองกระบี่เคยเป็นแหล่งชุมชนโบราณก่อนประวัติศาสตร์และต่อเนื่องมาจนถึงสมัยประวัติศาสตร์

กล่าวกันว่าดินแดนนี้แต่เดิมคือ เมืองบันไทยสมอ 1 ใน 12 เมืองนักษัตร ที่ใช้ตราลิงเป็นตราประจำเมืองขึ้น กับอาณาจักรนครศรีธรรมราช กระบี่เคยเป็นชุมชนโบราณก่อนประวัติศาสตร์ มีผู้ค้นพบเครื่องมือยุคหินเป็นจำนวนมาก กระจัดกระจายทั่วไป และยังพบภาพเขียนสีโบราณบนผนังถ้ำหลายแห่งในเขตจังหวัดกระบี่ โดยเฉพาะบริเวณ อำเภอคลองท่อม และในประวัติศาสตร์เมืองนครศรีธรรมราช ( อาณาจักรตามพรลิงค์ )

กระบี่เป็นเมืองหนึ่งใน 12 นักษัตร มีตราประจำเมืองเป็นรูปลิง ( ปีวอก )จังหวัดกระบี่ ตั้งขึ้นสมัยรัชกาลที่ 5
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในอดีตเป็นเพียงแขวงหนึ่งอยู่ในอำนาจปกครองและบังคับบัญชาของเมืองนครศรีธรรมราช
เรียกว่า “แขวงเมืองปกาสัย” พระยาผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราช ให้ปลัดเมืองฯ มาตั้งค่ายทำเพนียดจับช้างใน
ท้องถิ่นที่ตำบลปกาสัยและได้มีราษฎรจากเมืองนครศรีธรรมราช อพยพมาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินเพิ่มมากขึ้น

พระปลัดเมืองฯ ได้ยกตำบลปกาสัยขั้นเป็น “แขวงเมืองปกาสัย” ขึ้นต่อเมืองนครศรีธรรมราช ปี พ.ศ. 2415
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะขึ้นเป็นเมือง
ปกาสัยและพระราชทานนามว่า “เมืองกระบี่” เมื่อได้ประกาศตั้งขึ้นเป็นเมืองแล้ว โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งที่ทำการอยู่
ที่ตำบลกระบี่ใหญ่ (บ้านตลาดเก่า) ในท้องที่อำเภอเมืองกระบี่ปัจจุบัน มีหลวงเทพเสนาเป็นเจ้าเมืองกระบี่คน
แรก

ต่อมาในปี พ.ศ. 2418 ได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แยกเมืองกระบี่ออกจากการปกครองของเมืองนคร
ศรีธรรมราช เป็นเมืองจัตวาขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ และในปี พ.ศ. 2443 สมัยพระยารัษฏานุประดิษฐ์ (คอซิมบี้ ณ
ระนอง) เป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต ได้พิจารณาเห็นว่า ศาลากลางจังหวัดที่บ้านตลาดเก่านั้น ไม่สะดวกต่อ
การคมนาคม เพราะสมัยนั้นต้องอาศัยเรือเป็นพาหนะ จึงย้ายมาที่ตั้งเมืองไปอยู่ตำบลปากน้ำ ซึ่งอยู่ใกล้ปากอ่าว
เป็นร่องน้ำลึก เรือใหญ่สามารถเข้าเทียบท่าได้สะดวกทำให้เป็นที่ตั้งศาลากลางจังหวัดจนถึงปัจจุบันนี้